Webboard
     All About Koi
บ่อ บ้านของปลา
น้ำ การเลี้ยงน้ำ
การเลือกปลา การเลี้ยงและการดูแล
ยา สารเคมี ปรสิต และโรค
     English Documents
 

     All About Koi

 ระดับของสไปรูลินาในอาหารต่อการเจริญเติบโต และการเร่งสีปลาทอง
All About Koi
   หัวข้อต่อไป: < Prev  Next >   
ระดับของสไปรูลินาในอาหารต่อการเจริญเติบโต และการเร่งสีปลาทอง (Carassius auratus)

งานวิจัยของ คุณสุภฎา คีรีรัฐนิคม คุณรัตติยา สะอุ และคุณอัจฉรัตน์ สุวรรณภักดี
ว.สงขลานครินทร์ Songklanakarin J. Sci. Technology
Vol. 27 (Suppl.1) , 2005 : Aquatic Science

การศึกษาระดับความเข้มข้นที่เหมาะสมของสไปรูลินา    เพื่อทราบถึงผลต่อการเจริญเติบโตและการเร่งสีในปลาทอง 
ทดลองโดยเลี้ยงปลาทองด้วยอาหาร 4 สูตร ได้แก่ อาหารที่ไม่เสริมสไปรูลินา และอาหารที่เสริมสไปรูลินาแห้งที่ระดับ 1, 3, 5%
เป็นเวลา 6 สัปดาห์ 
จากการวัดสีตัวปลาด้วยระบบการวัดค่าสีแดง (a value) ค่าสีเหลือง (b value) และค่าความสว่าง (L value) พบว่าการเสริมสไปรูลินาในอาหารมีผลทำให้สีตัวของปลาทองมีสีเหลือง และแดงเพิ่มมากขึ้นตามระดับของสาหร่ายสไปรูลินาที่เสริมในอาหาร ระดับสีที่วัด 3 ระดับ คือ ค่า L (ระดับสีขาว-ดำ) มีค่าเฉลี่ยสูงสุดในชุดการทดลองที่ไม่เสิรมสไปรูลินา 50.86 ในขณะที่ในชุดการทดลองที่เสริมสไปรูลินาที่ระดับ 1, 3 และ 5% มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 48.23 , 48.53 และ 47.53 ตามลำดับ ค่า a (ระดับสีแดง-เขียว) มีค่าเฉลี่ยสีตัวปลาในชุดการทดลองที่ไม่เสริมสไปรูลินา 11.70 ในขณะที่ชุดการทดลองที่เสริมสไปรูลินาที่ระดับ 1, 3 และ 5%  มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 18.87 , 20.30 , 23.68 ตามลำดับ และค่า b (ระดับสีเหลือง-น้ำเงิน) มีค่าเฉลี่ยสีตัวปลาในชุดการทดลองที่ไม่เสริมสไปรูลินา 18.36 ในขณะที่ในชุดการทดลองที่เสริมสไปรูลินาที่ระดับ 1, 3 และ 5% มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 28.86 , 31.74 และ 35.53 ผลของสไปรูลินาต่อการเจริญเติบโต พบว่าปลาทองที่ได้รับอาหารเสริมสไปรูลินาที่ระดับ 3% มีน้ำหนักเฉลี่ยต่อตัวและอัตราการเจริญเติบโตสูงกว่ากลุ่มอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05)          การทดลองนี้แสดงให้เห็นว่าการเสริม
สไปรูลินาแห้งในอาหาร 3-5% สามารถเร่งสีของปลาทองให้มีสีเหลืองและแดงได้มากขึ้ยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05)
               
                ในอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงปลาสวยงาม สีของตัวปลาถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะต้องควบคุมเพื่อให้ได้ตรงกับความต้องการของตลาด ปัญหาสำคัญประการหนึ่งในการเพาะเลี้ยงปลาสวยงาม ได้แก่ การขาดแคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ในอาหาร ทำให้สีของปลาสวยงามไม่ตรงตามความต้องการของตลาด การปรับปรุงสีของปลาสวยงามสามารถทำได้โดยการเสริมแคโรทีนอยด์ในอาหาร (Lastcha, 1991)  แคโรทีนอยด์ เป็นสารสีที่มีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ มีส่วนสำคัญในการเกิดสี ทำให้สิ่งมีชีวิตมีสีตัวแตกต่างกันไป สัตว์น้ำทั้งกุ้งและปลา ไม่สามารถสร้างแคโรทีนอยด์ขึ้นในร่างการได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหารที่กินเท่านั้น (Estermann, 1994)       อย่างไรก็ตามสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ประกอบไปด้วยสารหลายชนิด เช่น บีตา-แคโรทีน -carotene) , เซียแซนทีน (zeaxanthin) , ลูทีน (lutein) , แอสตาแซนทีน (astaxathin) และแคนตาแซนทีน (cantaxanthin) เป็นต้น แคโรทีนอยด์แต่ละชนิดมีประสิทธิภาพการใช้งานในสัตว์น้ำ (bioavailability) แตกต่างกัน (Chein and Jeng, 1992) นอกจากนี้แคโรทีนอยด์ชนิดเดียวกันก็ยังพบได้ทั้งในรูปแคโรทีนอยด์อิสระและในรูปเอสเทอร์ ซึ่งให้ผลการใช้เป็นแหล่งของสารสีในสัตว์น้ำต่างกัน
                แคโรทีนอยด์ที่ใช้เสริมในอาหารสัตว์น้ำ ส่วนใหญ่เป็นสารสังเคราะห์ซึ่งมีราคาแพง ส่งผลให้มีต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นมาก การประยุกต์ใช้แคโรทีนอยด์จากวัสดุธรรมชาติตลอดจนวัสดุเศษเหลือจากอุตสาหกรรมจึงเป็นแนวทางในการลดต้นทุนการผลิต เช่น การใช้เซลล์สาหร่ายสไปรูลินา (Spirulina sp.) หรือบีตา-แคโรทีนที่สกัดจากสาหร่ายดูนาลิเอลล่า (Dunaliella sp.) และแอสตาแซนทีนจากสาหร่ายฮีมาโตคอกคัส (Heamatococus pluvialis) เป็นต้น อย่างไรก็ตามสัตว์น้ำแต่ละชนิดสามารถใช้แคโรทีนอยด์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่างกันไป การศึกษาในกุ้งคุรูมา (Kuruma shrimp, Penaeus japonicus) พบว่าแอสตาแซนทีนเป็นสารที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการเร่งสี (Chein and Jeng, 1992)    ส่วนในกุ้งกุลาดำ สามารถใช้ได้ทั้ง แอสตา-
แซนทีน และบีต้า-แคโรทีน (Liao et al., 1993) นอกจากชนิดของแคโรทีนอยด์แล้ว ปริมาณของแคโรทีนอยด์ในอาหารก็เป็นปัจจัยสำคัญทีมีต่อการเร่งสี จากการศึกษาการใช้สาหร่ายสไปรูลินาเสริมในอาหารของกุ้งกุลาดำ พบว่าที่ระดับความเข้มข้นของเซลล์แห้ง 3-5% จะมีประสิทธิภาพในการเร่งสีไม่แตกต่างกัน(Liao et al., 1993)  งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของแคโรทีนอยด์จากสาหร่ายสไปรูลินาแห้งต่อการเจริญเติบโตและผลที่มีต่อสีตัวของปลาทอง อันเป็นการปรับปรุงคุณภาพปลาสวยงาม และเป็นการเพิ่มมูลค่าปลาสวยงามเพื่อการส่งออกได้อีกทางหนึ่ง
 
                วิธีการศึกษา
                การเตรียมสัตว์ทดลอง
                                นำลูกปลาทองที่ได้จากพ่อแม่พันธุ์ชุดเดียวกันมาอนุบาลในถังไฟเบอร์กลาส เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อให้ปรับสภาพให้เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมของการวิจัยและการให้กินอาหารสูตรควบคุมวันละ 3 ครั้ง คือเวลา 8.30 น. 12.30 น. และ 16.30 น. คัดปลาทองที่มีขนาดตัวใกล้เคียงกันเลี้ยงในตู้ทดลองปริมาตร 80 ลิตร จำนวน 8 ตัว/ตู้ ทั้งหมด 12 ตู้ หลังจากปลาปรับสภาพได้แล้ว จึงชั่งน้ำหนักเริ่มต้นของปลาในแต่ละตู้ จัดแผนการทดลองแบบ CRD (complete randomized design) แบ่งการทดลองออกเป็น 4 ชุดการทดลอง แต่ละชุดการทดลองประกอบด้วยตู้ทดลอง 3 ซ้ำ วิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยด้วย Duncan’s multiple range test (DMRT) (Zar, 1984)
 
                การเตรียมอาหารทดลอง
                                เตรียมอาหารทดลองโดยผสมสาหร่ายสไปรูลินา (Spirulina platensis) ที่ผ่านการทำแห้งด้วยวิธีแช่แข็งแห้ง (freeze dried) 1, 3 และ 5% ในอาหาร ส่วนอาหารสำหรับชุดควบคุมเตรียมเช่นเดียวกันกับอาหารทดลองโดยไม่เสริมเซลล์สาหร่ายสไปรูลินาแต่อย่างใด อาหารทดลองสำหรับปลาทองจัดเตรียมโดยคำนวณจากคุณค่าทางโภชนาการของวัสดุอาหารให้มีปริมาณโปรตีนรวม 38% เติมน้ำ 30% เพื่อให้อาหารจับตัวเป็นก้อน จึงนำไปผ่านเครื่องอัดเม็ด ให้เป็นเม็ดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 มม. จึงนำไปอบแห้งด้วยตู้อบที่อุณหภูมิ 65oC เป็นเวลา 4 ชม. อาหารที่เตรียมเสร็จแล้ว บรรจุในถุงพลาสติกแล้วเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิ 4oC

 
                การเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ ข้อมูล
 
การเจริญเติบโตของปลา
                                ชั่งน้ำหนักปลารวมในแต่ละตู้ทดลองทุก 2 สัปดาห์ เพื่อทราบน้ำหนักปลาที่เพิ่มขึ้นโดยใช้เครื่องไฟฟ้าทศนิยม 2 ตำแหน่ง บันทึกจำนวนตัว เพื่อคำนวณน้ำหนักเฉลี่ยต่อตัว น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น (weight gain %) การเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ (feed coversion rate) และอัตราการรอดตาย

การวัดการเปลี่ยนแปลงของสีตัวภายนอก
                                เมื่อสิ้นสุดการทดลอง 6 สัปดาห์ เก็บตัวอย่างปลาทองทุกตัวในแต่ละชุดการทดลอง โดยสลบด้วยสารละลาย 100 ppm Quinaldine แล้วนำมาวัดค่าสี โดยแยกวัดค่าความสว่าง (L value) ค่าสีแดง-เขียว (a value) และค่าสีเหลือง-น้ำเงิน (b value) และใต้ครีบอกโดยเครื่อง Colorsmeter (HunterLab® ColorFlexTM) จากนั้นนำค่าสีที่วัดได้มาเฉลี่ยเป็นค่าสีของปลาแต่ละตัว เพื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงสีภายนอกของปลา ในแต่ละชุดการทดลอง
 
                ผลการศึกษา
 
การเจริญเติบโตและอัตรารอดของปลาทอง
                น้ำหนักเฉลี่ยต่อตัวของปลาทองที่ได้รับอาหารเสริมสไปรูลินาทั้ง 4 สูตร ตลอดระยะเวลาการทดลอง 6 สัปดาห์    ทั้งนี้ในระยะแรกของการทดลอง (เริ่มทดลองจนถึงสัปดาห์ที่ 4) น้ำหนักเฉลี่ยต่อตัวของปลาทองในแต่ละชุดการทดลองไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (p > 0.05) แต่พบว่าน้ำหนักเฉลี่ยต่อตัวของปลามีความแตกต่างกันในสัปดาห์ที่ 6 โดยปลาทองที่ได้รับอาหารเสริมสไปรูลินา 3%  และปลาทองในชุดควบคุมมีน้ำหนักเฉลี่ยต่อตัวสูงที่สุด และไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (p > 0.05) และพบว่าปลาทองที่ได้รับอาหารเสริมสไปรูลินา 3% มีเปอร์เซ็นต์น้ำหนักตัวสูงสุด โดยแตกต่างจากชุดการทดลองที่ได้รับอาหารเสริมสไปรูลินา 1% , 5% และ อาหารชุดควบคุมซึ่งไม่เสริมสไปรูลินาอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.05) อย่างไรก็ตามอัตราการแลกเนื้อและการรอดตาย ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติในแต่ละชุดการทดลอง
 
สีบริเวณลำตัวของปลาทอง
                จากลักษณะภายนอก พบว่า ปลามีสีส้มแดงและเหลืองทองชัดเจน บริเวณข้างลำตัวเมื่อได้รับอาหารเสริมสไปรูลินา 3-5% (Figure 1) ปลาที่ได้รับอาหารเสริมสไปรูลินาแห้งที่ระดับ 1-5% มีค่าความสว่างของสีตัว (ค่า L)  ต่ำกว่าปลาที่ได้รับอาหารชุดควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ส่วนค่าระดับสีแดง-เขียว (ค่า a) ในปลาทองที่ได้รับอาหารเสริมสไปรูลินา 3-5% มีค่าไม่แตกต่างกันทางสถิติ (p > 0.05) แต่พบว่ามีค่าสูงกว่าชุดควบคุม (p < 0.05) อย่างไรก็ตาม ปลาทองที่ได้รับอาหารเสริมสไปรูลินา 5% จะมีค่า a สูงกว่าปลาที่ได้รับอาหารเสริมสไปรูลินา 1% อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ส่วนการวัดค่าระดับสีเหลือง-น้ำเงิน (b) พบว่าปลาทองที่ได้รับอาหารเสริมสไปรูลินาในระดับ 1.5% มีค่า b สูงกว่าชุดควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05)
 
สรุปและวิจารณ์ผลการทดลอง
                เมื่อนำปลาทองมาเลี้ยงด้วยอาหารที่เสริมสไปรูลินา ที่ระดับต่าง ๆ เป็นเวลา 6 สัปดาห์ พบว่าการเสริมสไปรูลินาที่ระดับความเข้มข้น 3% มีผลให้อัตราการเจริญเติบโตของปลาทองมีค่าสูงสุดและแตกต่างกับชุดการทดลองอื่น ๆ ขณะที่การเสริมสไปรูลินาในอาหาร 5% มีผลให้อัตราการเจริญเติบโตของปลาทองลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับชุดควบคุม ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากระดับความเข้มข้นของสไปรูลินาในอาหารที่เพิ่มขึ้นมีผลต่อสมดุลของกรดอะมิโนรวมในอาหาร การได้รับอาหารที่มีกรดอะมิโนไม่สมดุลมีผลทำให้การเจริญเติบโตของปลาทองลวดลงได้ (Halver et al.,2002) ซึ่งสอดคล้องกับการทดลองในกุ้งกุลาดำของ Liao และคณะ(1993) ซึ่งพบว่ากุ้งกุลาดำที่ได้รับอาหารเสริมสไปรูลินา 5%  มีการเจริญเติบโตต่ำกว่าชุดการทดลองที่ได้รับอาหารไม่เสริมสไปรูลินา นอกจากนี้ในการทดลองใช้โปรตีนเซลล์เดียว (single cells protein, SCP) เสริมในอาหารในปริมาณมากเกินจะมีผลเสียต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ ซึ่งอาจเกิดจากทั้งจากสมดุลของกรดอะมิโนรวมในอาหาร ตลอดจนอาจมีสารยับยั้งการเผาผลาญอาหาร (antimetabolites) อยู่ในเซลล์ที่นำมาใช้เป็นแหล่งของโปรตีนเซลล์เดียว (Kiessling and Askbrandt, 1993) ทั้งนี้การเสริมสไปรูลินาในอาหารไม่มีผลต่อการแลกเนื้อ และการรอดตายของปลาทอง เช่นเดียวกันกับการทดลองของมะลิและคณะ (2543)   ซึ่งศึกษาผลของแอสตาแซนทีนสังเคราะห์ต่อการเจริญเติบโตในกุ้งกุลาดำ โดยทำการทดลอง 8 สัปดาห์ พบว่าน้ำหนักเฉลี่ย อัตรารอดตายและเปอร์เซ็นต์น้ำหนักที่เพิ่มของกุ้งที่ได้รับอาหารทดลองทุกสูตรไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ และสอดคล้องกับรายงานของ Yamada และคณะ (1990) ซึ่งทดลองเสริมแอสตาแซนทีนสังเคราะห์บีต้า-แคโรทีนสังเคราะห์ และแคนตาแซนทีนสังเคราะห์ในอาหารกุ้งที่ได้รับอาหารเสริมสารสีสังเคราะห์ดังกล่าวทุกสูตร มีการเจริญเติบโตและประสิทธิภาพการใช้อาหารไม่แตกต่างกับชุดควบคุม
                อย่างไรก็ตาม การเสริมสไปรูลินาในอาหารมีผลทำให้สีเหลือง และแดงของตัวปลาทองเพิ่มมากขึ้น โดยที่สีขาวจะลดลง โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของค่าระดับสีแดง-เขียว (a) และเหลือง-น้ำเงิน (b) ซึ่งจะสัมพันธ์กับสีแดงและเหลืองของตัวปลาที่เพิ่มขึ้น โดยระดับความเข้มข้นที่เหมาะสมของสาหร่ายที่มีประสิทธิภาพต่อการเร่งสีในปลาทองคือระดับความเข้มข้นของสไปรูลินาแห้งในอาหาร 3-5% ซึ่งสอดคล้องกับการทดลองของ Liao และคณะ(1993) ซึ่งพบว่าระดับความเข้มข้นของสาหร่ายสไปรูลินาแห้งในอาหารกุ้งกุลาดำ 3-5% มีประสิทธิภาพสูงสุดในการเพิ่มปริมาณแคโรทีนอยด์ในเปลือกกุ้ง ทั้งนี้ Ohkubo และคณะ(1999) รายงานว่า ปลาทองจะเปลี่ยนแปลงแคโรทีนอยด์จากอาหารและสะสมในรูปแอสตาแซนทีน และบีต้า-แคโรทีนเป็นหลัก จึงทำให้เกิดสีส้ม-เหลืองในตัวปลาทอง สไปรูลินา ซึ่งมีบีต้า-แคโรทีน เป็นแคโรทีนอยด์ หลักจึงสามารถเร่งสีเหลืองในตัวปลาทองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังเห็นได้จากค่าระดับสีเหลือง-น้ำเงิน (b value) ซึ่งเพิ่มมากขึ้น จากการทดลองครั้งนี้การเสริมสไปรูลินาในอาหารในระดับความเข้มข้น 5% ส่งผลให้การเจริญเติบโตของปลาทองลดต่ำลงกว่ากลุ่มที่ได้รับอาหารเสริมสไปรูลินา 1-3% โดยที่มีค่าระดับสีเหลืองและแดงไม่แตกต่างกันระหว่างกลุ่มที่ได้รับอาหารเสริมสไปรูลินา 3% และ 5% ดังนั้นการเสริมสไปรูลินาในอาหารปลาทอง 3% จึงเป็นระดับที่มีความเหมาะสมในการเร่งสี โดยไม่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของปลา
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 © 2007 CRAFT SKILL CO.,LTD.
 

Hosting

Hosting