Webboard
     All About Koi
บ่อ บ้านของปลา
น้ำ การเลี้ยงน้ำ
การเลือกปลา การเลี้ยงและการดูแล
ยา สารเคมี ปรสิต และโรค
     English Documents
 

     All About Koi

 แบคทีเรีย และการดูแลปลาป่วย
All About Koi
   หัวข้อต่อไป: < Prev  Next >   
วิธีการดูแลปลาเบื้องต้น
เมื่อพบอาการผิดปกติเกิดขึ้น จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการสันนิษฐาน หากสาเหตุหรือต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นก่อน 
ปัญหาปรสิต : แก้ไขโดยใช้สารเคมีหรือยา ที่มีผลต่อปรสิต/โปรโตซัว 
ปัญหาแบคทีเรีย: การเลือกใช้ยาปฎิชีวนะที่ถูกต้อง

แบคทีเรีย
โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด เช่น เชื้อ Mycobacterium sp., Aerononas hydrophila, Pseudomonas sp., Myxobacteria sp., Flexibacter columnaris, Aeromonas sobria ฯลฯ
แต่ละตัวทำให้เกิดโรคต่างๆ ที่มักมีอาการร่วมกัน หรือคล้ายคลึงกัน จนแยกแยะได้ยาก จึงได้รวบรวมไว้เพื่อสะดวกในการค้นหา ทำความเข้าใจ  อีกทั้งเพื่อรับมือกับปัญหาในเบื้องต้นได้

แบคทีเรีย ยอดนิยม
โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด เช่น เชื้อ Mycobacterium sp., Aerononas hydrophila, Pseudomonas sp., Myxobacteria sp., Flexibacter columnaris, Aeromonas sobria ฯลฯ
แต่ละตัวทำให้เกิดโรคต่างๆ ที่มักมีอาการร่วมกัน หรือคล้ายคลึงกัน จนแยกแยะได้ยาก
อย่างไรก็ตามนับเป็นโชคดี ของ koi lover ที่แบคทีเรียเหล่านี้ แม้จะต่างสายพันธุ์แต่มักจะถูกกำจัดด้วยยาปฏิชีวนะเหมือนๆกัน และยาปฏิชีวนะที่เลือกใช้ โดยส่วนใหญ่เป็นชนิด สารออกฤทธิ์กับแบคทีเรียในช่วงกว้าง (Broad spectrum) ทำให้การแก้ปัญหาเบื้องต้น ในกรณีจำเป็นสามารถทำได้อยู่บ้าง

GILL ROT : มาจากหลายสาเหตุ แต่อาการทำนองเดียวกัน
ในระยะเริ่มแรกเนื้อเยื้อเหงือกตอนปลายจะตาย ส่วนที่ลึกเข้าไปจะเป็นสีเหลืองซีดเป็นหย่อม หรือเป็นเมือก ระยะต่อไปเหงือกจะมีสีคล้ำ เมื่อความเสียหายมากขึ้นเหงือกจะเป็นสีเทาและ
แตกไม่เป็นระเบียบ ในขั้นต้น ปลาจะไม่กินอาหารเฉื่อยชา นอนก้นบ่อว่ายตัวผนังบ่ออย่างเกียจคร้าน ตาบวม หรือยุบตัว เมื่อปลาตาย เหงือกจะเป็นสีขาวซีด

 แบคทีเรียทำลายเหงือกเป็นแผลติดเชื้อลุกลาม

อย่างนี้ คล้ายกัน แต่เป็นเหงือกเน่าที่เกิดจากคุณภาพน้ำที่แย่มากๆ

ภาพแรก เหงือกมีสีซีดมากๆ , ภาพที่สอง เหงือกเหนียวเยิ้มติดกันเป็นแผ่น 

FIN ROT ครีบเปื่อย หางเปื่อย
ครีบแดง ปลายครีบเป็นสีขาว กร่อนและแตก คล้ายปลายไม้กวาด เนื้อเยื่อเสียหาย และกระจายไปทั้งตัว ในที่สุด 
MOUNT ROT ปากเปื่อย ปากอักเสบ
เกิดอาการบวมแดง บริเวณปากหรือรอบปาก มีอาการตาบวมหรือยุบร่วมด้วย เนื้อเยื่อเปื่อย และหลุดกร่อน ปลาจะซึมแยกตัวออกจากฝูง มักลอยตัวอยู่นิ่งๆ
DERMAL ตัวเปื่อย
มักมีเมือกขาว-เหลือง คล้ายปุยฝ้าย ที่ผิวและเกร็ดเป็นปื้นๆ หรือผิวบางส่วน สากไม่มีเมือก ระยะต่อไปคืออาการตัวเปื่อย เนื้อหลุดร่อนเป็นแผ่นๆเหมือนเศษผ้า
ตกเลือด/แผลเป็นจุด จ้ำแดง
: อาการเริ่มแรกคือมีเมือกขาวเป็นหย่อม ใต้ผิวหนังมีเลือดคั่ง มักเป็นที่บริเวณท้อง ท้องบวมน้ำ อาจลุกลามเป็นแผลเปื่อยได้ และมักเป็นต้นตอของปัญหาอื่นๆ ที่ ตามมา เช่นโรครู เป็นต้น 


 
ULCER, Hole Disease หรือ New Hole Disease : โรครู
ที่คุ้นเคยและรู้จักดี อาการเริ่มต้นมักพบแผลเล็กๆ เป็นสีแดงจ้ำๆคามตัวปลา พบได้ทั่วทั้งตัว ส่วนหัว ปาก ลำตัว โคนหาง ใต้ครีบ ต่อมาอาการลุกลามแผลเปื่อยมีเมือกปกคลุม แผลขยายในแนวลึก และลุกลามอย่างรวดเร็ว และติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้ปลาอ่อนแอ สูญเสียความสามารถในการควบคุมปริมาณของเหลวในตัว ติดเชื้อแทรกซ้อน 

  มีซ้ำเติมด้วยกลุ่มเชื้อรา 
 
วิธีการดูแลปลาเบื้องต้น

เมื่อพบอาการผิดปกติเกิดขึ้น จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการสันนิษฐาน หากสาเหตุหรือต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นก่อน
ในขั้นตอนแรกนั้นถ้าสามารถแยกได้ว่าอาการผิดปกตินั้น เกิดขึ้นจาก ปรสิต, แบคทีเรีย, เชื้อรา หรือ 2 – 3 อย่างร่วมกัน
จะทำให้การแก้ปัญหาทำได้ถูกต้องและรวดเร็วขึ้น

ปัญหาปรสิต : แก้ไขโดยใช้สารเคมีหรือยา ที่มีผลต่อปรสิต/โปรโตซัว ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายชนิด หลายความเข้มข้น หลายระยะเวลา และหลายวิธีในการใช้ยาดังนั้นก่อนใช้ควรทำความเข้าใจ ผลดี-ผลเสีย ผลกระทบและข้อจำกัดไปถึงวิธีการใช้ให้รอบคอบต้องเตรียมพร้อมเสมอสำหรับกรณีฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้น เช่นการขาดออกซิเจน หลังจากใช้ยา

สารเคมียอดนิยมที่ใช้ในการจัดการปรสิต เริ่มต้นตั้งแต่เกลือ,ฟอร์มาลีน,มาลาไคท์ กรีน, ด่างทับทิบ,AQ2, PRAZIQUANTEL, METRONIDAZOLE และอื่นๆอีกมากมาย
ส่วนวิธีการใช้ยามีอยู่ด้วยกันหลายวิธี เช่น จุ่ม (DIP), แช่ (BATH) ที่ความเข้มข้นต่างกันขึ้นอยู่กับระยะเวลา และการออกฤทธิ์ของยา แต่ละชนิด และควรทำให้ครบตามข้อกำหนดของยาที่ใช้

ปัญหาแบคทีเรีย: การเลือกใช้ยาปฎิชีวนะเป็นความรู้ความชำนาญของสัตวแพทย์ ดังนั้นจึงควรปรึกษาอาการหรือปลาป่วยไปพบสัตวแพทย์โดยเร็วที่สุด
วิธีการวินิจฉัยโรคของสัตว์แพทย์นั้น มีหลายขั้นตอนเริ่มตั้งแต่
- การตรวจดูสภาพของปลาภายนอก เช่น การขูดเมือกหรือเนื้อเยื่อไปส่องกล้องจุลทรรศน์เพื่อหา รอยโรค หรือเพาะเชื้อ
- การเจาะเลือดเพื่อนำไปวิเคราะห์หาชนิดของเชื้อโรคต่อยาที่จะใช้หรือการดื้อยาของเชื้อ
- การเจาะเลือดเพื่อนำไปตรวจสุขภาพร่างกายทั่วไปของปลา เช่น ค่าปริมาณเม็ดเลือดรวม ค่าปริมาณเม็ดเลือดแดงอัดแน่น ค่าการทำงานของตับ และไต สามารถบ่งบอกสภาพของปลาในขณะที่ป่วยได้

ซึ่งการวิเคราะห์ด้วยความรู้และเครื่องมือที่ถูกต้อง สามารถลดปัญหาอื่นๆที่จะตามมาได้มาก อย่างไรก็ดี ในการปฏิบัติอาจมีเงื่อนไขอื่นๆมากมาย ที่ทำให้ไม่สามารถพาปลาป่วยไปพบสัตวแพทย์ได้ หรืออาจไม่ทันท่วงที การจัดการในเบื้องต้นเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเรียนรู้

การดูแลปลาในเบื้องต้น :
เมื่อสรุปได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้น จากการติดเชื้อของแบคทีเรีย การแยกปลาป่วยหรือที่สันนิษฐานว่าป่วย
ใส่อ่างกักโรคทันทีเป็นการลดโอกาสที่จะแพร่เชื้อไปสู่ปลาตัวอื่นๆ
ในอ่างกักโรคต้องมีน้ำที่สะอาด,ขนาดอ่างใหญ่เพียงพอ,ปริมาณออกซิเจนในน้ำมาก และการดูแลน้ำให้มีสภาพดีต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็นมากเพื่อลดภาวะของการติดเชื้อโรคแทรกซ้อน
บ่อยครั้งที่ปลามีอาการทรุดหรือตาย เนื่องจากคุณภาพน้ำทำให้เกิดภาวะความเครียดแก่ปลาที่ป่วยอยู่แล้ว

ขั้นตอนต่อไป คือ การเลือกใช้ยา ไม่ว่าจะเป็นการแช่หรือการฉีดจะต้องใช้ยาให้ตรงกับชนิดของเชื้อแบคทีเรีย รวมทั้งขนาดหรือความเข้มข้นของยาที่ใช้ด้วย
ซึ่งถ้าหากใช้ยาในปริมาณที่น้อย หรือมากเกินไป อาจทำให้เชื้อโรคดื้อต่อยาได้ในที่สุด
ยานั้นแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม ในแต่ละกลุ่มยังประกอบด้วยยาอีกอีกหลายชนิด ซึ่งมีความเหมาะสมกับเชื้อโรคแต่ละชนิดแตกต่างกัน 


กลุ่มของยาในภาพกว้างแบ่งได้เป็นหลายกลุ่ม ทั้งที่ยาผสมอาหาร ยาที่ใช้ละลายน้ำเพื่อแช่หรือจุ่มปลา ยาฉีด
การแบ่งกลุ่มนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นเพื่อการเรียนรู้ในภาพรวมและเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการเลือกลำดับการใช้ หรือเมื่อต้องเปลี่ยนชนิดยา

ข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ใช้เพื่อช่วยในการตัดสินใจในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น ความผิดพลาดต่างๆเกิดขึ้นได้เสมอ เนื่องจากขาดความสามารถเฉพาะทาง

1. เตตร้าซัยคลิน เป็นสารออกฤทธิ์กับแบคทีเรียในช่วงกว้าง (Broad spectrum) ใช้แช่ และผสมอาหาร ไม่ใช้ร่วมกับเกลือ เพราะตัวยาจับตัวกับอิออนของCa และ Mg ตกเป็นตะกอน ทำให้การออกฤทธิ์ของยาลดลง ยากลุ่มนี้ที่คุ้นเคยเช่น เตตร้าซัยคลิน คลอเตตร้า ออกซี่เตตร้า ...........................................

2. เพนนิซซิลิน ใช้แช่ และผสมอาหาร รวมถึงเป็นยาใช้ฉีดด้วย สลายตัวได้ง่ายด้วยความร้อนและแสง มีฤทธิ์ต่อแบคทีเรียแกรมบวกเป็นพิเศษ ต่อมาพัฒนาให้ออกฤทธิ์กว้างขึ้น ยากลุ่มนี้ที่คุ้นเคยเช่นแอมพลิซิลิน แอมมอกซิลิน ClavamoxR Carbenicillin R Augmentin R ..................................

3. แมคโครลิค เป็นสารออกฤทธิ์กับแบคทีเรียในช่วงกลาง ไม่กว้างมาก ยากลุ่มนี้ที่คุ้นเคย เช่นอิริโทรมัยซิน สไปโรมัยซิน .................................

4. ซัลโฟนาไมด์ และ โพเทนเชียลซัลโฟนาไมด์ ใช้แช่ และผสมอาหาร เป็นตัวที่พัฒนาจาก ซัลฟานิลาไมด์ เป็นสารออกฤทธิ์กับแบคทีเรียในช่วงกว้าง (Broad spectrum) มีข้อเด่นคือปลาดูดซึมสารนี้ได้ทางเหงือก ยากลุ่มนี้ที่คุ้นเคย เช่น ซัลฟาไตรเมทโธรพริม ออเมทโธรพริม ไตรเมทโธซีน ซัลฟาเมททอกซาโซล ...................................

5. ควิโนโลน และฟูโรควิโนโลน เป็นสารออกฤทธิ์กับแบคทีเรียในช่วงกว้าง (Broad spectrum) ใช้แช่ และผสมอาหาร รวมถึงเป็นยาใช้ฉีดด้วย ยากลุ่มนี้ที่คุ้นเคยเช่น ออกโซลินิคแอซิด ไพโรมิดิคแอซิด ไดโฟรซาซีน ซิโปรฟอกซาวีน นอฟอกซาซีน เอนโรฟอกซาซีน ........................... โดยเฉพาะ เอนโรฟอกซาซีนมีฤทธิ์ทำลายเชื้อโรคได้เด่นกว่าตัวอื่นๆ

6. คลอแรมเฟนนิคอล ใช้แช่ และผสมอาหาร รวมถึงเป็นยาใช้ฉีดด้วย ออกฤทธิ์กับแบคทีเรียในช่วงกว้าง (Broad band spectrum) ห้ามจำหน่ายในปัจจุบัน เนื่องจากมีสารตกค้าง

7. เซฟาโลสปอร์ริน (cephalosporin) นิยมเป็นยาใช้ฉีด เป็นสารออกฤทธิ์กับแบคทีเรียในช่วงกว้าง (Broad spectrum) ยากลุ่มนี้ที่คุ้นเคยเช่น • First generation : เซฟาโซลิน (cefazolin), เซฟาเลคซิน (cephalexin), และเซฟาดร๊อกซิล (cefadroxil) • Second generation : cefaclor • Third generation : ceftiofur หรือ CEF-3

8. อะมิโนไกลโคไซด์ ยากลุ่มนี้ที่คุ้นเคยเช่น กานามัยซิน เจนตามัยซิน และ รุ่นพัฒนา อมิกกาซิน

9. ไนโตรฟูราน เป็นสารออกฤทธิ์กับแบคทีเรียในช่วงกว้าง (Broad spectrum) เช่น Nitrofurazone, Nitrofurantoin , Flurazolidone เป็นต้น

10. อื่นๆ ....

การใช้ยาปฏิชีวนะ ไม่ควรใช้ร่วมกัน เนื่องจากยาหลายกลุ่มมีฤทธิ์เสริม หรือหักล้างกันเอง ควรปรึกษาสัตวแพทย์ ก่อนตัดสินใจ

การรู้ถึงกลุ่มของยานี้ เป็นข้อมูลให้ใช้ในกรณีเบื้องต้นและจำเป็นเมื่อเลือกใช้ยาตัวใดตัวหนึ่ง แล้ว หากในวันที่2หรือ3 ปลาป่วยมีอาการทรุดมากกว่าเดิม อาจเป็นเพราะ ยาที่เราเลือกไม่ถูกต้องหรือ เชื้อแบคทีเรียดื้อยากลุ่มนั้นๆ เมื่อจำเป็นต้องเปลี่ยนชนิดยาจะได้มีทางเลือกอยู่บ้าง ไม่สะเปะสะปะ ใช้ยาซ้ำในกลุ่มเดิมๆ ทำให้ไม่ได้ผล ทั้งนี้หากสามารถปรึกษาสัตวแพทย์หรือ นำไปตรวจได้จะลดความสูญเสียได้มากซึ่งควรทำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญช่วยลดทั้งเวลาและความสูญเสีย

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากกล่าวไว้ คือ

ภาวะดื้อยา
เมื่อมีการใช้ยาบำบัดโรค เชื้อแบคทีเรียส่วนหนึ่งถูกทำลาย ส่วนหนึ่งอ่อนแอ และส่วนน้อยมีความสามารถพัฒนาสายพันธุ์ให้ทนหรือต่อต้านฤทธิ์ยาได้
จึงต้องหลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น หรือการใช้ไม่ต่อเนื่อง ไม่ครบถ้วนจนหายขาด
เชื้อแบคทีเรียส่วนน้อยทีมีความสามารถพัฒนาสายพันธุ์ให้ทนหรือต่อต้านฤทธิ์ยาได้นี้ มักจะแฝงตัวอาศัยในตัวปลา หรืออยู่ในเลน ซากหมักหมมก้นบ่อ
หากมีการใช้ยาพร่ำเพรื่อ สารตกค้างหรือยาปริมาณน้อยๆที่ตกค้างในบ่อ/ก้นบ่อ จะทำให้เชื้อแบคทีเรียดื้อยามากขึ้น และหลายกลุ่มยาปฏิชีวนะ

การเลือกใช้ยาที่ออกฤทธิ์แรง รวดเร็ว หรือยาที่ได้พัฒนาล่าสุดนั้น มีผลดีคือ ให้ผลทันใจ แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากเชื้อแบคทีเรียมีความสามารถพัฒนาสายพันธุ์ให้ทนหรือต่อต้านฤทธิ์ยาได้แล้ว จะมีผลกับการดื้อยาในวงกว้าง อาจทำให้ไม่เหลือทางเลือกอื่นในการรักษา ในคราวต่อไป
 

 

 © 2007 CRAFT SKILL CO.,LTD.
 

Hosting

Hosting