Webboard
     All About Koi
บ่อ บ้านของปลา
น้ำ การเลี้ยงน้ำ
การเลือกปลา การเลี้ยงและการดูแล
ยา สารเคมี ปรสิต และโรค
     English Documents
 

     All About Koi

 น้ำ และองค์ประกอบต่างๆของน้ำ episode 1
All About Koi
   หัวข้อต่อไป: < Prev  Next >   
เริ่มด้วยการทำความรู้จักกับสิ่งต่างๆที่อยู่ในน้ำ เพื่อเข้าใจและปรับแต่งคุณภาพของน้ำให้ได้ดังใจ
เรื่องค่า pH , ความกระด้าง

การบริหาร-จัดการเรื่องน้ำ 
PART 1
  :   น้ำ 
KOI , WATER IS THE UNIVERSE. ” 


น้ำ   องค์ประกอบหลักที่สำคัญที่สุดของการเลี้ยงปลา
การทำความรู้จักกับน้ำ ที่มากไปกว่าเป็นธาตุประกอบทางเคมี H2O หรือเป็นสิ่งที่ได้จากการเปิดก๊อก จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำความคุ้นเคยกับน้ำ โดยเฉพาะน้ำสำหรับใช้เลี้ยงปลา
  “ WATER IS SCIENCE, BUT KOI IS ART.”
น้ำประกอบด้วย สารหลากหลายอย่าง ขึ้นกับชนิดและท้องถิ่น เมื่อกล่าวโดยรวม น้ำประกอบด้วย สารอินทรีย์ และอนินทรีย์ต่าง ๆ จำนวนมาก ทำให้มีสี กลิ่น รส และคุณสมบัติแตกต่างกันไป


 “ ทำไมปลาที่เลี้ยงในบ่อดินที่ญี่ปุ่นถึงได้เติบโตเป็นปลาที่มีคุณภาพ” 
      กล่าวกันว่า ตัวปลามีน้ำอยู่เป็นปริมาณ 80% ของน้ำหนักปลา หรือกล่าวได้ว่าตัวปลาคือเนื้อเยื่อที่ห่อหุ้มและบรรจุน้ำปริมาณมากไว้ น้ำในตัวปลากับน้ำในบ่อเลี้ยงมีความสัมพันธ์กันผ่านเนื้อปลาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกเหนือจากกระบวนการออสโมซิสแล้ว ปลายังมีการแลกเปลี่ยนน้ำภายในกับภายนอกทางเหงือกอีกด้วย     ดังนั้นคุณภาพน้ำในบ่อเป็นอย่างไร คุณภาพของน้ำในตัวปลาก็เป็นอย่างนั้น การสนใจและรู้จักเรื่องของน้ำ จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของปลาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คุณภาพของน้ำและองค์ประกอบที่สำคัญ
            นอกเหนือจากสารประกอบ H2O แล้ว น้ำยังประกอบด้วยสารและคุณลักษณะอีกหลายอย่าง
1. ค่า pH          แสดงความเป็นกรด-ด่างของน้ำ,ค่าที่น้อยกว่า7.0 นับว่ามีภาวะเป็นกรด หากค่าสูงกว่า 7 .0 ถือว่าเป็นด่าง (เบส)  
โดยการวัดค่าไฮโครเจนอิออนผ่าน LOGARITHMIC SCALE, แปลค่าง่ายๆ ว่าทุกหลักหน่วยที่ค่า pH ต่างกัน  จะเกิดจากจำนวนที่วัดได้ต่างกันเป็นสิบเท่าร้อยเท่า การปรับค่า pH จึงเป็นเรื่องที่ต้องค่อยเป็นค่อยไป เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิด pH SHOCK หรืออาการที่ปลาเครียด เกร็ง จนอาจถึงตายหรือพิการได้  
ค่า pH ที่เหมาะสมกับการเลี้ยงอยู่ในช่วง 7.0-8.0 แม้ว่าจะมี BREEDER หลายคนกล่าวว่าค่าระหว่าง 7.5-7.7 เป็นค่าในอุดมคติ ค่า pH ที่กล่าวไว้ เหมาะสมสำหรับทั้งปลาและแบคทีเรียในระบบกรองที่ต้องการค่าpH  7 .5-8.5อย่างไรก็ดีปลาKOI สามารถปรับตัวอยู่ในน้ำที่มี ค่า pH ระหว่าง 6.2-9.2 ได้ แต่อาจมีผลข้างเคียงอย่างอื่นตามมาบ้าง
ค่า pH เป็นค่าที่ไม่คงที่ในระหว่างวัน มีการเปลี่ยนแปลงตามเวลาและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ  เวลาเช้ามืดมักจะมีค่าที่น้อยกว่าค่าที่วัดในช่วงบ่าย หรือเย็น เนื่องจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ปลา,แบคทีเรียและตะไคร่น้ำ ผลิตออกมาในเวลากลางคืนมีผลทำให้น้ำมีสภาพเป็นกรด ในขณะที่เวลากลางวันตะไคร่น้ำใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในการสังเคราะห์แสง ทำให้น้ำมีกรดน้อยลง หรือมีค่าpHสูงขึ้น 
ค่า pH มีความเกี่ยวข้องกับความกระด้าง (KH) ออกซิเจนและอื่นๆอยู่บ้าง 
pH  ปลา KOI สามารถปรับตัวได้ดีในน้ำที่มีค่า pH ระหว่าง 6.5-8.2 อย่างไรก็ตามแบคทีเรียในระบบกรอง ปรับตัวได้น้อยกว่าค่าที่เหมาะสมคือ 7.0-8.0 เท่านั้น ค่า  pH ที่เหมาะสมกับการ เลี้ยงปลา KOI ทั้งคุณภาพสีและระบบคือ 7.5-7.7 หรือ 7.0-8.0  
หากค่า pH ต่ำกว่า 6.5 มีผลกับสุขภาพโดยรวม และสีดำของปลา
ค่า pH ที่สูงกว่า 8.2   จะมีผลกับสีแดงของปลากลุ่ม GO-SANKE ทำให้หลุดหรือลอก และมีคุณภาพต่ำ
การปรับปรุง pH   ไม่เป็นที่แนะนำให้ทำโดยตรงนัก มักนิยมให้เพิ่มค่า KH เพื่อให้ได้ค่า  pH ที่เสถียรมากกว่า, ด้วยการเติมเปลือกหอย,ปะการัง หากจำเป็นต้องปรับค่า pH   ควรระมัดระวังในเรื่องของ pH  SHOCK เป็นอย่างยิ่ง
การเพิ่มค่า pH     ในกรณีที่ pH  CRASH หรือค่าpHตกลงเป็นอย่างมาก อาจจำเป็นต้องเพิ่มค่าpH วิธีที่นิยมกันคือ  เติม BAKING SODA,  ใส่ทีละน้อย  ประมาณ 1 ช้อนชา หรือน้อยกว่า ต่อน้ำ 50 ลิตร เช็คค่า pH ทุกชั่วโมง และทุกวันถัดไป       
อาการของปลา :   
ค่า
 pH  มีค่าต่ำกว่า 6.5 จะเกิดอาการ ACIDOSIS ทำให้ปลาขับเมือกออกมา ครีบแตกและแดง มีอาการแยกตัว และนอนก้นบ่อ    สุดท้ายจนถึงตาย 
ค่า pH มีค่าสูงมาก ๆ ปลาจะเกิดอาการ  ALKALOSIS ซึ่งเมื่อเป็นแล้วโอกาสหายมีน้อยมาก ปลาจะขับเมือกออกมามากและลอยฮุบอากาศอยู่ที่ผิวน้ำ สีแดงจะอ่อนลงหรือหลุดลอก
       ในน้ำที่มีค่า pH  สูง แอมโมเนียจะอยู่ในรูปที่เป็นพิษมากขึ้น น้ำที่มีค่า  pH  น้อยกว่า 7.2 แอมโมเนียเปลี่ยนเป็นแอมโมเนียมอิออน ซึ่งมีพิษน้อยกว่า

2. ค่าความกระด้าง (HARDNESS)    แยกได้เป็น 2 กลุ่ม
1. ความกระด้างชั่วคราว(CABONATE HARDNESS, KH)เป็นกลุ่มของกลุ่มไบคาร์บอนเนต และคาร์บอเนตอิออน (HCO3- , CO32- )
ค่าที่เหมาะสมกล่าวไว้ไม่ชัดเจนคือเป็นช่วงกว้าง 50-150 ppm หรือประมาณ 2.6 dH (GERMAN DEGREE OF HARDNESS) , 1 dH = 17.9 ppm.
หากค่า KH มีค่าสูงเกินไป มีผลทำให้ค่าpH สูง มีความเป็นไปได้ ที่ค่าpH อาจสูงถึง 8.5 หรือกว่านั้น
2. ความกระด้างถาวร (GENERAL HARDNESS, GH)        เกิดจากเกลือซัลเฟต, คลอไรด์ และไนเตรท ของพวกแคลเซียม แมกนีเซียม และโลหะอื่น ๆ ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของปลาอยู่เหมือนกันจะขาดเสียเลยคงไม่เป็นผลดีนัก  ปลาต้องการแคลเซียมในการสร้างกระดูกและเนื้อเยื่อ ส่วนพืช (ตะไคร่น้ำ)  ต้องการแมกนีเซียมในการเจริญเติบโต
ค่าที่เหมาะสมควรมีค่าน้อย หรือไม่มากนัก น้ำในบ่อดินญี่ปุ่นมีค่า GH ประมาณ 50 ppm , 2.9 dH เป็นค่าในอุดมคติของนักเลี้ยงปลา KOI 
ค่าที่มากเกินไปมีผลกับอัตราการเจริญเติบโตของปลา จึงไม่ควรเกิน 200 ppm
ในเรื่องของความกระด้าง (KH)    มีอีกเรื่องหนึ่งคือ ค่า ALKALINITY หรือปริมาณของไบคาร์บอนเนต และคาร์บอนเนตอิออน (HCO3- , CO32- ) และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่ทำหน้าที่เป็น pH BUFFER คือเป็นกันชนไม่ให้ค่า pH เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว , โดยที่ ตัวALKALINITY จะรับการเปลี่ยนแปลงของค่าpH ไว้ก่อน   น้ำที่มีค่า KH น้อยเกินไปจึงมีความเสี่ยงในเรื่อง  pH CRASH  ,หรือการเปลี่ยนแปลง pHลดลง โดยฉับพลัน
บ่อดินของนักเพาะพันธุ์ชาวญี่ปุ่นมีสภาพน้ำอ่อน (ค่า KH น้อย) จึงจำเป็นต้องใช้เปลือกหอยทำหน้าที่เป็น pH BUFFER  เพื่อหลีกเลี่ยงการเปลี่ยน pH  อย่างรวดเร็วในเวลากลางคืนและผลจากฝน (ACID RAIN)    และน้ำที่มีค่า GH น้อยเกินไปจะขาดแร่ธาตุที่ปลาและพืชน้ำต้องการ

 
            น้ำที่มีค่า KH น้อยเกินไปนอกจากเรื่อง pH BUFFER แล้ว ปลายังต้องปรับภาวะสมดุลของน้ำและแร่ธาตุในตัวกับน้ำในบ่อมากขึ้น ทำให้ปลาเครียดได้ง่ายและมีอัตราการพัฒนาน้อยกว่าปกติ
การลดค่า   KH   : การต้ม , การกรองด้วยเรซิน ION EXCHANGE PROCESS    ก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำและฝน (กรด)
การเพิ่มค่า KH   : เปลือกหอย, ปะการัง หรือแคลเซียมคาร์บอเนต เมื่อค่า KH ลดลงอย่าง
รวดเร็ว อาจหมายถึงในระบบมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเกินไป อาจ
เกิดขึ้นจากการเลี้ยงปลาหนาแน่นหรือพืชน้ำมากเกินไป
การลดค่า GH     ทำได้ด้วยกระบวนการ WATER SOFTENER ทั้งแบบ ION EXCHANGE และREVERSE OSMOSIS ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก
ปัจจัยเพิ่มค่า GH  :  OVER FEEDING, ของเสียจากปลา, ไนเตรท
ค่า GHที่สูงจะมีผลดีกับสีขาว และสีดำจะมีการพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด แต่อัตราการเติบโตจะต่ำมาก จึงเหมาะสำหรับการเตรียมปลาเพื่อประกวด
ค่า GHที่ต่ำจะมีผลดีต่อการเจริญเติบโตของปลาเป็นอย่างมากเช่นกัน มีผลดีกับสีแดง ทั้งความหนาของชั้นสีและความเข้มของสีแดง และความมันเงาของผิว แต่มีการพัฒนาที่ช้าของ SHIROJI และ SUMI  (สีขาวและสีดำ) จึงนิยมเลี้ยงปลาในน้ำอ่อน และ CONDITION ในน้ำกระด้าง สัก 2-3 สัปดาห์ เพื่อเตรียมปลาประกวด

ค่า KH และGH     เมื่อรวมกันจะเป็นส่วนหลักของ TDS ซึ่งมีผลควบคุมกระบวนการ OSMOSISการถ่ายเทน้ำระหว่างตัวปลากับน้ำภายนอก
           
3. ออกซิเจน   ,   ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ , DISSOLVED OXYGEN (DO.)
ก๊าซออกซิเจน (O2) เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ปลาใช้เหงือกเป็นตัวแลกเปลี่ยน O2 ในน้ำเข้าสู่ร่างกาย และคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกมาในขณะที่พืชน้ำก็หายใจโดยใช้ O2 เช่นกัน แต่ในกระบวนการสังเคราะห์แสง (เกิดขึ้นเมื่อมีแสงแดด) พืชจะดูด CO2 ในน้ำไปใช้ในการสังเคราะห์แสง เพื่อการเจริญเติบโต และปลดปล่อย O2 ออกมา

            ดังนั้น ในเวลากลางวัน ตะไคร่น้ำจะเป็นผู้ให้ O2 ในขณะที่เวลากลางคืนทั้งตะไคร่น้ำ และปลาต่างต้องการใช้ O2   ด้วยกฎทางฟิสิกส์ ผลรวมของปริมาณก๊าซทั้งหมดที่ละลายในน้ำจะเป็นค่าคงที่ ดังนั้นในเวลากลางคืนปริมาณ CO2 ในน้ำเพิ่มขึ้น ทำให้ O2 ลดลง
นอกจากนี้ค่า DO. ยังมีความสัมพันธ์โดยตรงกับอุณหภูมิ ที่อุณหภูมิต่ำ O2 สามารถละลายน้ำได้เป็นอย่างดี และที่อุณหภูมิสูง น้ำจะมี O2 ละลายอยู่น้อย ในฤดูร้อนจึงต้องระวังการขาดออกซิเจนในบ่อ หรือหากเป็นไปได้ควรหาวิธีลดอุณหภูมิไม่ให้สูงมากนัก

 

ตารางแสดงความสัมพันธ์ ของปริมาณก๊าซออกซิเจนที่ละลายในน้ำกับอุณหภูมิ
 

           อุณหภูมิ (oC)

         ค่า DO. สูงสุด (ppm)

ค่า DO. ต่ำสุดที่ปลาต้องการ(ppm)

0

14.6

10.9

10

11.3

8.5

15

10.1

7.6

20

9.1

6.8

25

8.3

6.2

28

7.8

5.9

30

7.6

5.7

32

7.3

5.5

ไม่ใช่เพียงแต่ปลาที่ต้องการออกซิเจน แบคทีเรียในระบบกรองยังต้องการใช้ O2 ในการทำงานเป็นอย่างมาก
ทุกแอมโนเนีย 1 กรัม จะต้องการใช้ O2 จำนวน 2.2 กรัม ในการย่อยสลาย

ภาวะขาดออกซิเจน      : ปลาจะลอยอยู่บริเวณผิวน้ำ หรือผลัดกันขึ้นมาฮุบอากาศที่ผิวหากปล่อยไว้
นาน ๆ ปลาจะมีอาการเครียดและขับเมือกออกมา ทำให้น้ำเสียอย่างรวดเร็ว กล่าวกันว่าการเลี้ยงปลาในภาวะที่ค่า DO. น้อยเป็นเวลานานมีผลทำให้แผ่นเหงือกบานหรืออ้าได้ หากทิ้งไว้นานจะเป็นความเสียหายถาวร
แบคทีเรียในระบบกรองจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ปริมาณ BIOFILM   จะลดลง กระบวนการย่อยสลายจะหยุดชงัก เป็นผลให้น้ำเสียอย่างรวดเร็ว และยังมีผลข้างเคียงให้ ANAEROBIC BACTERIA เจริญเติบโตได้ ส่งผลให้เกิดก๊าซมีเทน , ก๊าซไข่เน่า  (H2S) ซึ่งเป็นพิษอย่างมาก

การเพิ่มปริมาณออกซิเจน      :
    ทำได้หลายวิธี เช่น
1. เพิ่มปั๊มลม , วาล์วหัวจ่ายอากาศในตำแหน่งที่ลึก และกระจายอยู่ทั่วบ่อ 
2. ระบบ
VENTURI (หัวเจ็ท)                                
3. ลดอุณหภูมิ ของระบบลงด้วยน้ำพุ , BAKKI SHOWER หรือน้ำตก
4. ใช้ไฮโดนเจนเปอร์ออกไซด์ (ควรใช้อย่างระมัดระวัง) ใช้แก้ปัญหาก๊าซมีเทน , ก๊าซไข่เน่า  (H2S) ได้โดยตรง
5. การทำให้น้ำมีการเคลื่อนที่ไหลเวียนที่ดี ผิวน้ำจะรับการแลกเปลี่ยนก๊าซได้เป็นอย่างดี
ภาวะออกซิเจนเกิน            :        เมื่ออุณหภูมิลดต่ำลงมาก ๆ O2 ละลายในน้ำได้เป็นอย่างดีเมื่อมีการเติมอากาศ ไม่ว่าจะเป็นด้วยปั๊มลม หรือ VENTURI ฟองอากาศจะละลายในน้ำ   ได้มากเป็นพิเศษเกิดเป็นสภาวะอิ่มตัว (OXYGEN SATURATED) ที่ทำให้ปลาเกิดอาการ GAS BUBBLE DECEASE คือมีพรายฟองอากาศเกิดขึ้นในตัวที่ครีบและหาง เกิดเป็นแผลและติดเชื้อได้ง่าย



 

 © 2007 CRAFT SKILL CO.,LTD.
 

Hosting

Hosting